รายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2556


รายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน”
วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2556

ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย

และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์
ช่วงที่ 1

    พิธีกร : สวัสดีครับ นี่คือรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน วันนี้ผมธีรัตถ์ รัตนเสวี รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศจำเป็นที่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ ซึ่งรัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ ในการที่จะลงทุนครั้งใหญ่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ความคืบหน้าต่าง ๆ เป็นอย่างไร โครงการเหล่านี้จะแล้วเสร็จส่งผลดีอย่างไรต่อประเทศไทย เรามาสอบถามกับคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สวัสดีครับ

    นายกิตติรัตน์ฯ : สวัสดีครับ

    นายชัชชาติฯ : สวัสดีครับ

    พิธีกร : เรียนถามท่านรองนายกฯ ก่อนว่าความคืบหน้าในการทำยุทธศาสตร์ การลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศไปถึงไหนแล้วครับ

    นายกิตติรัตน์ฯ : ทางกระทรวงการคลังได้ทำงานร่วมกันกับกระทรวงคมนาคม และกระทรวงคมนาคมได้เสนอยุทธศาสตร์ ให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการไปแล้วว่าเราควรจะมีการลงทุนในระบบเครือข่ายคมนาคมขนส่ง ทางราง ทางถนน ทางน้ำ ทางอากาศ ซึ่งแนวทางที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วก็จะนำไปสู่การคัดกรองโครงการต่าง ๆ รวมทั้งการจัดร่างพระราชบัญญัติที่เสนอกลับเข้าสู่คณะรัฐมนตรี เพื่อให้สภาฯได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เราจะนำเอาแนวทางต่าง ๆ เปิดเผยต่อสาธารณชน ให้ได้มีโอกาสรับทราบและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทางกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลังจะทำงานร่วมกันเพื่อรวบรวมความคิดเห็นต่าง ๆ เหล่านั้นมาปรับแก้ไขในแนวทางด้านความจำเป็นก่อนจะเสนอคณะรัฐมนตรี ขั้นตอนทั้งหมดก็หวังว่าจะสามารถเสนอต่อรัฐสภาได้ภายในสมัยประชุมนี้คือก่อนเดือนเมษายน

    พิธีกร : กรอบวงเงินคิดว่าจะมีการลงทุนครั้งใหญ่ประมาณเท่าไหร่

    นายกิตติรัตน์ฯ : เราพูดที่ตัวเลข 2 ล้านล้านบาท ความจริงแล้วเรามีโครงการในระบบเครือข่ายคมนาคมขนส่งจำนวนโครงการที่มากกว่านี้อีก ถ้าเราจะพูดถึงโครงการที่ต้องลงทุนในระยะประมาณ 1 ทศวรรษข้างหน้า แต่โครงการที่เป็นกระดูกสันหลัง หรือเป็นแกนของระบบคมนาคมรวมทั้งในกรอบวินัยการคลังคำนวณกันแล้ว มีความที่จะเสนอที่ตัวเลข 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีความพร้อม มีความคุ้มค่า ขณะเดียวกันเราสามารถควบคุมยอดรวมของวินัยการคลังได้เป็นอย่างดี

    พิธีกร : ท่านรัฐมนตรีชัชชาติฯ การลงทุนครั้งใหญ่ 2 ล้านล้านบาท ในครั้งนี้ ฟังดูแล้วจะเน้นเรื่องของการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม ทำไมต้องไปลงทุนในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม

    นายชัชชาติฯ : เรียนว่าที่ผ่านมาช่วงระยะเวลา 15 ปี ประเทศไทยเรามีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่น้อยมาก จะมีการลงทุนครั้งใหญ่ประมาณปี 2539 และ 2540 ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นของงบประมาณแล้ว ตัวค่าชี้วัดปกติคือต้องไม่น้อยกว่า 25% ใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ปี 2539 และ 2540 เราลงทุนถึง 35%-40% พอมีวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ผ่านมา 5 ปีหลังอยู่ประมาณ 15% ทำให้สภาพโครงสร้างพื้นฐานเราทรุดโทรมมาก ถ้าเราไปดู ranking ของโลกจะอยู่ในอันดับประมาณ 49 ขณะที่เพื่อนบ้านเรา เช่น ประเทศมาเลเซียอยู่ที่ 29 ตัวสำคัญที่ทำให้ความสามารถด้านแข่งขันของเราแข่งกับเพื่อนบ้านยากขึ้น เพราะต้นทุนในการขนส่งสูง ด้านการเชื่อมโยง โลจิสติกส์สูง ใน 10 ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่ทำอะไร เราจะยิ่งถอยลงมาเรื่อย ๆ ฉะนั้นเป็นตัวสำคัญ ถึงเวลาที่เราจะต้องลงทุนแล้ว ถามว่าทำไมต้องมาลงทุนเป็นครั้งใหญ่ ที่ผ่านเราพยายามเจียดงบประมาณ บางอย่างทำเป็นงบประมาณแล้วทำไม่ได้ทั้งโครงการ ถนนเส้นยาว ๆ ยุทธศาสตร์ทำ 1 ปี 10 กิโลเมตร กว่าจะครบ 100 กิโลเมตรก็ 10 ปี ดังนั้นก็เป็นแนวคิดว่าเราลงทุนครั้งใหญ่ดีกว่า เพื่อจะให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เรียกว่าพลิกโฉมประเทศ

    พิธีกร : ซึ่งเราจะเห็นการพลิกโฉมประเทศได้เร็วที่สุดเมื่อไร อย่างไรบ้าง

    นายชัชชาติฯ : โครงการจริง ๆ เริ่มอยู่แล้ว หลาย ๆ โครงการ เช่น เรื่องรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เรามีการเริ่มอยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าเราจะเริ่มก่อสร้างคือ 3 ปี จะเริ่มเห็นผล แต่โครงการ 2 ล้านล้านบาท จะใช้เวลาประมาณ 7 ปี ที่จะใช้เวลาในการก่อสร้างและการลงทุน

    พิธีกร : ท่านรองนายกฯ การลงทุนถึง 2 ล้านล้านบาท เป็นภาระของประเทศหรือไม่ ตัวเลขสูงมาก

    นายกิตติรัตน์ฯ : ความจริงการเป็นหนี้ของประเทศก็เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง และเราก็เห็นตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ในโลกที่ไม่ระมัดระวังเรื่อนนี้ แต่ประเทศไทยเราหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อ 2540 เรากำหนดความเข้มงวด ในระดับเรื่องหนี้สาธารณะไว้อย่างเข้มแข็ง เรากำหนดไว้ว่าเราจะต้องไม่มีหนี้สาธารณะเกินกว่าร้อยละ 60 ของ GDP หรือขนาดของระบบเศรษฐกิจประเทศ ดังนั้น ขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ที่ประมาณ 12 ล้านล้านบาท ดังนั้นเราไม่ควรจะมีหนี้ถึงร้อยละ 60 แต่ขณะนี้ในวินาทีที่เรากำลังสนทนากันอยู่ หนี้สาธารณะของเราอยู่ที่ประมาณร้อยละ 43 ในร้อยละ 43 นั้นมีประมาณร้อยละ 8 ที่เป็นหนี้สาธารณะที่ไม่เป็นภาระต่องบประมาณด้วย ฉะนั้นหนี้สาธารณะอยู่ในระดับที่ต่ำ เนื่องจากความเข้มงวดและอาจจะไม่ยอมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเท่าที่ควร ในช่วงที่ผ่านมานั้น การจะลงทุนในครั้งนี้ก็ยังรักษาวินัยในเรื่องของหนี้สาธารณะเป็นอย่างดี นอกจากนั้น เราไม่ได้จะกู้ในทันที 2 ล้านล้านบาท เป็นกรอบระยะประมาณ 7 ปีครึ่ง จนถึงสิ้นปี 2020 ฉะนั้นในแต่ละปี การทยอยที่จะลงทุน การทยอยที่จะมีหนี้ก็จะขยับขึ้นไปตามขนาดเศรษฐกิจ หรือ GDP เติบโตขึ้น การที่จะสามารถชำระดอกเบี้ยเงินต้นต่าง ๆ ก็จะมีวินัยที่เข้มแข็ง เราจะควบคุมไม่ให้เป็นภาระต่อการดูแลหนี้เกินกว่าร้อยละ 15 ของงบประมาณประจำปี ในขณะนี้ ยอดที่จะต้องดูแลจ่ายดอกเบี้ยก็อยู่ในแนวที่ต่ำ การชำระเงินต้นก็ยังสามารถทำได้อย่างเพียงพอ และสามารถทำให้ประเทศมีวินัยด้วย ที่สำคัญคือระหว่างที่เราลงทุนไป ระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเราจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ต้นทุนการขนส่งของประเทศก็จะลดลงสามารถที่จะประหยัดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้อย่างมีมูลค่าที่สูงทีเดียว

    พิธีกร : เรียนถามท่านรัฐมนตรีชัชชาติฯ ว่าต้นทุนของเราเรียกว่าโลจิสติกส์ เรามีต้นทุนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับหลาย ๆ ประเทศเพื่อนบ้าน และคู่แข่งทางเศรษฐกิจของเรา ถ้าโครงการเหล่านี้เสร็จ ต้นทุนที่เป็นต้นทุนสำคัญเหล่านี้จะลงเยอะมากน้อยแค่ไหน และประเทศจะประหยัดรายได้หรือต้นทุนได้มากน้อยแค่ไหน

    นายชัชชาติฯ : ที่เราใช้วัดกันอยู่ต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งต้นทุนโลจิสติกส์ประกอบด้วย 3 ส่วนคือค่าบริหารจัดการ ค่าดูสินค้ากองคลัง และค่าการขนส่ง ประเทศไทยปีที่ผ่านมาประมาณ 15.2% ของ GDP อยู่ประมาณล้านล้านบาท เทียบกับต่างประเทศแล้ว เช่น ประเทศมาเลเซียอยู่ประมาณ 13% ประเทศสิงคโปร์อยู่ประมาณ 9% จุดมุ่งหมายของเราภายใน 7 ปี เราคาดว่าจะลดตรงนี้ได้ 2% คือจาก 15.2% พยายามปรับลงมาเหลือ 13.2% ซึ่งตรงนี้จะประหยัดลดต้นทุนได้เป็นอัตราส่วนของ GDP ซึ่ง GDP มากก็จะปรับลงได้มาก ตรงนี้จะทำให้เรามีความสามารถในแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น สิ่งที่ได้โดยตรงคือการลดการใช้พลังงาน ปัจจุบันเรานำเข้าพลังงานเป็นจำนวนมาก เราใช้พลังงานในค่าการขนส่งปีละประมาณ 7 แสนล้านบาท ฉะนั้น เราพยายามเปลี่ยนโหมดจากรถยนต์มาเป็นทางราง ทางน้ำ ให้มากขึ้น เราคาดว่าสุดท้ายเราจะประหยัดได้อย่างน้อยปีละประมาณ 1 แสนล้านบาทของพลังงานที่เราคาดหวังไว้ คือ 1 แสนล้านบาท ต้องดูว่าเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ เพราะเป็นตัวเลขที่นำเข้าทั้งสิ้น ถ้าเรานำเข้าแล้วลดลงได้คือ GDP เพิ่มทันที เพราะว่าเป็นตัวลบอยู่ใน GDP นี่คือตัวเป้าหมายของเรา ดังนั้นความเร็วเฉลี่ยจะต้องเพิ่มขึ้น รถไฟเดิมประมาณ 39 กิโลเมตร/ชม. รถไฟสินค้าก็จะเพิ่มเป็น 60 การโดยสารก็จะเพิ่มเป็น 100 กิโลเมตร/ชม. การเดินทางในรัศมี 300 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ จากเดิม 3 ชม. อย่างน้อยก็ลดเหลือชั่วโมงครึ่ง ฉะนั้นตรงนี้จะเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเชี่อมโยง กระจายโอกาสสู่ภูมิภาค และลดการประหยัดพลังงาน

    พิธีกร : การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ไปกู้ที่ไหน

    นายกิตติรัตน์ฯ : เรามีสภาพคล่องที่เกิดจากความสำคัญในการส่งออกสิทธิ์ที่เป็นบวกในรอบทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา อย่างเพียงพอมากมาย และสภาพคล่องที่ว่านั้นความจริงแล้ว อาจจะบอกว่าอยู่ที่ไหน ความจริงก็อยู่ในระบบ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มีความจำเป็นที่ต้องดูแลสภาพคล่องไม่ให้เงินล้นทะลัก ในระหว่างที่เราไม่ได้ลงทุน สภาพคล่องก็ถูกดึงออกไป แต่เมื่อเราจะมีการลงทุนเราก็จะประสานงานกัน โดยใช้สภาพคล่องที่มีอยู่ ถ้าเราจะลงทุน 2 ล้านล้านบาทนี้ โดยไม่ต้องกู้เงินต่างประเทศเลย แม้แต่บาทเดียวหรือเหรียญเดียวก็สามารถทำได้ ทั้ง ๆ ที่การลงทุนในโครงการเหล่านี้จะมีการนำเข้าสินค้าประเภททุนหรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศด้วย เพราะเรามีความเพียงพอทั้งในสภาพคล่องที่เป็นเงินสกุลบาท และฐานะของเงินสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ในขณะนี้ การดำเนินการอาจจะช่วยให้ภาวะสภาพคล่องส่วนเกินนั้นดีขึ้น แต่ถ้าหากว่าเราจะกู้จากต่างประเทศบ้าง เพียงเพื่อให้เราคงอยู่กับวงการเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้ลงทุนต่างประเทศได้เป็นหูเป็นตาช่วยกันติดตามดูแลความสำคัญของโครงการลงทุนต่างๆ เหล่านี้ก็ยังเป็นประโยชน์ แต่ต้องพยายามใช้เงินกู้จากต่างประเทศให้น้อยที่สุดเพราะว่าเราไม่มีความจำเป็น และเราเองก็ต้องการที่จะจัดการสภาพคล่องส่วนเกินที่เรามีด้วย

    พิธีกร : การลงทุนตรงนี้จะมีการเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมอย่างไร จากทั้งในและต่างประเทศ

    นายกิตติรัตน์ฯ : ความจริง โครงการต่าง ๆ ที่เราดำเนินการอยู่ เราก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกับเอกชน เพียงแต่ว่าก่อนที่จะดำเนินการตรงนั้น เราต้องตอบโจทย์ด้วยว่าแล้วเราพร้อมที่จะลงทุนด้วยตัวเองหรือไม่ ถ้าในกรณีที่เอกชนยังรีรออยู่ ฉะนั้นการเสนอในครั้งนี้จึงทำราวกับว่าถ้าเราต้องลงทุนเองทั้งหมด 2 ล้านล้านบาท เราก็พร้อมที่จะลงทุน แต่โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะทำในฐานะในส่วนราชการ เช่น การสร้างทางหลวงของกรมทางหลวง หรือเป็นรัฐวิสาหกิจเรื่องการทำระบบราง ไม่ว่าจะเป็นโดยการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือว่าในเรื่องของรถไฟใต้ดินที่อยู่ในเมือง เราก็สามารถที่จะทำงานร่วมกันกับภาคเอกชนต่าง ๆ ได้ด้วย ในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน ซึ่งคุณธีรัตถ์คงจะได้ทราบว่าขณะนี้กฎหมายใหม่ของการลงทุนร่วมทุนกันระหว่างรัฐกับเอกชน ได้ผ่านสภาฯแล้ว ซึ่งได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และวุฒิสมาชิก เพราะว่าเป็นการดำเนินการที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าการมีพระราชบัญญัติฉบับใหม่จะช่วยสนับสนุนเรื่องของการร่วมกันทำงานกับเอกชนได้ ดังนั้นเรียนว่ารัฐก็ยินดี ถ้าหากว่าโครงการเหล่านั้นภาคเอกชนมีความสนใจ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นคือว่ารัฐบาลก็จะต้องกู้ยืมน้อยลง และภาคเอกชนก็เข้ามามีบทบาทด้วย หลายโครงการมีลักษณะที่ถ้าเอกชนสนใจจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าต้องการการบริหารจัดการที่มีความคล่องตัว แม้รูปแบบของรัฐวิสาหกิจจะมีความคล่องตัวขึ้น แต่เอกชนจะมีความคล่องตัวกว่า แต่หลายโครงการนั้นยังต้องทำงานร่วมกัน โดยภาครัฐ เพราะภาครัฐมีต้นทุนในการกู้ยืมเงินที่ต่ำกว่าภาคเอกชน แม้ว่าการลงทุนมันอาจจะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจร่วมด้วย คือผลตอบแทนทางการเงินของโครงการ อาจจะไม่มากนักแต่เมื่อลงทุนไปแล้วเกิดความเจริญมากขึ้น มีกำลังซื้อมากขึ้น รัฐบาลมีรายได้ในรูปของภาษีต่าง ๆ มากขึ้น รัฐบาลเกิดความคุ้มค่าได้ ดังนั้นกรณีนี้รัฐบาลก็จะร่วมลงทุนและทำงานกับเอกชนด้วย

    พิธีกร : รัฐมนตรีชัชชาติฯ การลงทุนนั้นจะเป็นการลงทุนเพื่อการคมนาคมขนส่งสินค้าหรือว่าให้ความสำคัญกับการเดินทาง การเคลื่อนย้ายคนด้วย

    นายชัชชาติฯ : ทั้ง 2 ส่วนไปควบคู่กัน ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่ารถไฟเราจะทำ 2 ส่วนคือ รถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นทางแยกต่างหาก อันนี้จะเน้นขนส่งคนกับสินค้าที่มีมูลค่าสูงเป็นหลัก ส่วนอีกอันหนึ่งคือรถไฟทางคู่ คือนำรถไฟเดิมราง 1 เมตร มาทำเป็นระบบทางคู่ทั่วประเทศเหมือนกัน 4,000 กิโลเมตร อันนี้จะเน้นเป็นสินค้า และเป็นรถไฟที่ช้า ไม่ต้องการความเร็วมาก คือมีทั้งระบบขนคนโดยสาร ใช้รถไฟความเร็วสูง ขนสินค้าที่ใช้รถไฟปกติ มันต้องเกื้อหนุนกัน เพราะว่าปัจจุบันเรามีปัญหาทั้ง 2 ด้าน คนเองก็มีปัญหา เราใช้ถนนปนกับสินค้า เกิดอุบัติเหตุทางถนนเสียชีวิตปีละ 10,000 กว่าคน ดังนั้นเราทำรถไฟที่ขนคนจะช่วยให้คนเข้ามาในส่วนกลางมากขึ้น ถนนก็จะมีที่ว่างมากขึ้นสำหรับรถสินค้าที่ต้องไปที่รถไฟไปไม่ถึง รถไฟความเร็วสูงก็ไม่ปนกับรถสินค้าที่มีความช้า ถ้าเรามาปนกันก็จะมีปัญหาเรื่องของการหลีกทางกัน เป็นระบบที่ค่อนข้างชันเจน และทำคล้าย ๆ กับประเทศญี่ปุ่น รูปแบบเดียวกัน ฉะนั้นเราให้ความสำคัญเท่าเทียมกัน นโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลก็เน้นทั้งด้านคน คือการลดความเหลื่อมล้ำ กระจายโอกาส ส่วนเรื่องพัฒนาเรื่องความสามารถในการแข่งขัน คือเรื่องของสินค้า

    พิธีกร : ถ้าเรามองแนวทางของรถไฟฟ้าที่จะไป จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าหรือไม่

    นายชัชชาติฯ : ผมคิดว่ามันจะทำให้เกิดโอกาสใหม่ ๆ ขึ้น ชีวิตเราจะใกล้กันมากขึ้น อย่างที่ผมเคยเรียนว่ากรุงเทพฯ – เชียงใหม่ 3 ชม.ครึ่ง ต่อไปเราอาจจะอยู่บ้านเลยออกแถวโคราช แถวสระบุรี เราก็นั่งรถไฟฟ้าความเร็วสูงเข้ามาเหมือนต่างประเทศที่เขาทำกัน ชีวิตก็กระจายออกไป เราก็ไม่ต้องมาแออัดในกรุงเทพฯ มีเมืองใหม่ ๆ พัฒนาผังเมืองดี ๆ สินค้าก็ไปได้รวดเร็วขึ้น สินค้าเองก็จะกลับมาใช้รถไฟมากขึ้น ปัจจุบันเราใช้อยู่แค่ 2% 100% เราขนด้วยรถไฟแค่ 2 ตัน ก็ต้องกลับมาใช้รถไฟมากขึ้น ฉะนั้นก็จะเปลี่ยนวิถีชีวิต เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนการคมนาคมขนส่ง

    พิธีกร : ขณะเดียวกันเรื่องของด่านศุลกากรจะมีการพัฒนาด้วย จากการทำตัวของการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตรงนี้

    นายกิตติรัตน์ฯ : ใช่ครับ เพราะว่าเส้นทางคมนาคมไม่เพียงแต่เชื่อมโยงภายในประเทศ แต่ยังสามารถเชื่อมโยงไปยังชายแดน ซึ่งจะไปเชื่อมต่อผ่านระบบคมนาคมขนส่งของประเทศเพื่อนบ้านด้วย ดังนั้นการที่จะทำให้มีการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง จุดที่เป็นจุดเชื่อมต่อ หรือที่เรียกว่าด่านศุลกากรจะมีความสำคัญกับหลายเรื่อง เรามีแผนที่จะจัดเตรียมปรับปรุงด่านศุลกากรต่าง ๆ ทั้งที่เป็นเส้นทางเชื่อมตรงพรหมแดน ทั้งที่เป็นท่าเรือ ส่วนที่เป็นสนามบินที่จะมีด่านทั้งหมด 41 แห่ง ที่เป็นด่านใหญ่จำนวน 9 แห่งที่จะดำเนินการให้มีความพร้อมเต็มที่ ดังนั้นการลงทุนในครั้งนี้จึงครอบคลุมถึงจุดเชื่อมต่อด้วย แต่ว่า 2 ล้านล้านบาทจะไม่ไปเกี่ยวกับระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเรื่องของสาธารณูปโภคอื่น เช่น น้ำประปา หรือไฟฟ้า อันนั้นเป็นเรื่องต่างหาก ซึ่งจะมีการดำเนินการคู่ขนานไปกับเศรษฐกิจ เมื่อมีการขยายตัว แต่ว่า 2 ล้านล้านบาท จะเป็นระบบเครือข่ายคมนาคมขนส่ง และจุดเชื่อมต่อ ซึ่งรวมถึงศุลกากรด้วย

    พิธีกร : ซึ่งเมื่อนำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ คิดว่าจะได้รับการสนับสนุนหรือว่าเป็นอย่างไรบ้างต่อการวิจารณ์ พ.ร.บ. ฉบับนี้

    นายกิตติรัตน์ฯ : ความจริงแนวคิดตรงนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งจะมีการหารือกันวันนี้ รัฐบาลได้เปิดเผยแนวคิดนี้มาตั้งแต่ตอนที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาและพูดชัดเจนมากขึ้นเป็นตัวเลขประมาณ 2 ล้านล้านบาท มาเป็นระยะเวลาประมาณกว่าครึ่งปีแล้ว และได้รับคำถามข้อห่วงใย ข้อชี้แนะ ข้อสนับสนุนต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมคิดว่าความคิดในขณะนี้ค่อนข้างจะตกผลึก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านชัชชาติฯ ได้มีโอกาสสนทนากับบุคคลในหลายวงการ ผมเองก็ได้มีโอกาสสนทนา เชื่อว่าส่วนใหญ่สนับสนุนและอาจจะมีข้อทักให้มีการระมัดระวังในเรื่องของความโปร่งใส เรื่องของความคุ้มค่าของเส้นทางต่าง ๆ ที่อยู่ในแผน ยืนยันว่าการดูแลในเรื่องนี้ได้มีความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้างต่าง ๆ ให้ราคากลางถูกต้อง และมีการประมูลด้วยผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ในการลงทุนในการสร้างจะต้องทำด้วยความมุ่งมั่น ในขณะเดียวกัน ความคุ้มค่าในแต่ละโครงการจะอยู่ในความดูแลของสำนักงานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะดูเรื่องของความคุ้มค่าและยังต้องผ่านกระบวนการในเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพราะฉะนั้นในแต่ละโครงการที่จะดำเนินการไป จะดำเนินการไปตามขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานถูกต้อง

    พิธีกร : โครงการต่าง ๆ ประชาชนจะมีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ว่าเส้นทางที่จะเกิดขึ้น ระบบต่าง ๆ ที่จะเป็นไป

    นายชัชชาติฯ : จริง ๆ แล้วกระทรวงคมนาคมเองได้มีการเตรียมตัวตั้งแต่ท่านจารุพงศ์เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ มีการออกไปคุยเรื่องนี้กับประชาชนตามภูมิภาค 10 กว่าครั้งแล้ว ซึ่งอันนี้เราก็มีข้อมูลอยู่ระดับหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ในแต่ละโครงการย่อยเช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูงในแต่ละโครงการเองก็ต้องไปทำประชาพิจารณ์ตามกฎหมายทุกอย่าง ตอนนี้พี่น้องประชาชนตามภูมิภาคคงจะเห็นว่าเรามีการออกไปเยี่ยมรถไฟความเร็วสูงตามหัวเมืองต่าง ๆ ฉะนั้นทุกอย่างต้องมีการรับฟังและเอาข้อติชมมาปรับปรุงตามกำหนดต่อไป อย่างที่ท่านรองฯ กิตติรัตน์ฯ พูดถึงเรื่องหลักการในการทำ มีผลตอบรับเป็นอย่างไร ผมคิดว่าข้อสำคัญเลยจะเห็นว่าโครงการนี้เราเริ่มจากตัวยุทธศาสตร์เป็นหลัก เราเอายุทธศาสตร์เข้าคณะรัฐมนตรี ฉะนั้นเอาหลักการให้แน่นอนว่าอันนี้คือยุทธศาสตร์ของชาติ เป็นเรื่องที่ประเทศต้องการจริง ๆ ส่วนโครงการ พอยุทธศาสตร์นิ่งแล้วโครงการก็จะตามเข้ามา เพราฉะนั้นผมว่าเป็นสิ่งที่เวลาไปคุยกับในทุกวงการจะเห็นว่ามีความจำเป็นจริง ๆ ถ้าหากไม่ทำตอนนี้ก็คงจะช้าไปแล้ว ตอนนี้อาจจะช้าไปด้วยซ้ำแต่ว่าอย่างไรก็ต้องเริ่ม เพราะฉะนั้นข้อกังวลคือเรื่องของความโปร่งใส ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าเราก็กังวลเหมือนกันต้องให้ความเข้มข้นเรื่องความโปร่งใสให้มากที่สุด

    พิธีกร : ถ้าบอกว่าเป็นยุทธศาสตร์ของชาติแล้ว นอกเหนือจากการลดต้นทุนโลจิสติกส์ ที่ท่านได้บอกไปแล้วจะส่งผลดีอย่างไรต่อประชาชนคนไทยโดยรวมทั้งประเทศ

    นายชัชชาติฯ : เรื่องสิ่งแวดล้อมดีขึ้นแน่ เพราะปัจจุบันทางรถยนต์เป็นทางที่เพิ่มมลภาวะสูงสุด ถ้าเปลี่ยนเป็นรถไฟเรื่องของมลภาวะก็จะลดลง เรื่องสีเขียวก็จะดีขึ้น อุบัติเหตุน่าจะลดลงเพราะว่ารถไฟตามหลักแล้วมีความน่าเชื่อถือกว่ารถยนต์มาก และจะมีความตรงต่อเวลาหลายอย่าง คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น โอกาสก็จะมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น สังคมจะดีขึ้นในภาพรวม ผมว่ามีอีกหลายมิติ แต่ว่าเราเอาโลจิสติกส์เป็นตัวนำ แต่ผลอื่นที่ตามมาทั้งด้านสุขภาพ ด้านมลภาวะ ด้านเวลา ด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

    พิธีกร : เห็นว่าจะมีการจัดนิทรรศการให้ประชาชนไปดูว่าการลงทุนครั้งใหญ่นี้เป็นอย่างไรบ้างใช่หรือไม่

    นายกิตติรัตน์ฯ : ใช่ครับ เราจะใช้สถานที่ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งได้เปิดใช้เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ขณะนี้ส่วนราชการได้ทำงานกันอยู่ตรงนั้น เรามีอาคารขนาดใหญ่ซึ่งมีพื้นที่ที่จะจัดแสดงนิทรรศการนี้ได้ เราก็พร้อมเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าไปดูข้อมูลตั้งแต่วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2556 แต่ว่าขณะเดียวกันในช่วงวันที่ 7 มีนาคม จะมีการดำเนินการจนมีความพร้อมที่จะให้ข้าราชการที่ทำงานอยู่ศูนย์ราชการได้มีโอกาสเห็นข้อมูลด้วย ถ้าประชาชนมีความสนใจผมเชื่อว่าท่านสามารถที่จะไปได้ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม เรียนว่าในขณะที่ท่านดูโครงการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องของปัจจุบันสู่อนาคต แต่อยากเรียนว่า การที่เราจำเป็นจะต้องลงทุน จะมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว ผมได้เคยเรียนในบางโอกาสว่าถ้า 30 กว่าปีที่แล้ว สมัยท่านนายกฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ถ้าท่านไม่ได้เป็นผู้ที่ผลักดันมุ่งมั่นจนเกิดท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังนั้น ประเทศก็คงจะต้องอยู่กับท่าเรือคลองเตยในแม่น้ำเจ้าพระยา ความสามารถในการที่จะให้บริการต่าง ๆ ก็จะมีความจำกัดมาก หรือถ้าประมาณ 10 ปีที่แล้ว สมัยท่านอดีตนายกฯ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ถ้าหากว่าเราไม่ได้ผลักดันจนกระทั่งสร้างสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เราก็จะต้องอยู่กับสนามบินดอนเมือง ดังนั้นการที่จะพร้อมต้อนรับให้บริการกับผู้คนรวมทั้งนักท่องเที่ยวก็จะมีความจำกัด เพราะฉะนั้นการมองย้อนจะทำให้เห็นภาพว่ามันมีประโยชน์ต่อการลงทุน การมองไปข้างหน้าเป็นเรื่องที่ท่านจะต้องมีจินตนาการว่าประเทศจะต้องเติบโตขึ้น ปริมาณต่าง ๆ จะมีมากขึ้น เศรษฐกิจจะโตขึ้น ความเป็นไปได้ในการลงทุนทั้งระบบถนน ระบบราง ระบบน้ำ ทางอากาศก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

    พิธีกร : วันนี้ขอขอบพระคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ฯ และท่านชัชชาติมากครับ นั้นคือรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง และคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่บอกว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบร่างนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะพัฒนาให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันต่อไปในอนาคต ช่วงนี้เราพักกันสักครู่หนึ่งก่อน ช่วงหน้ากลับมาติดตามคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง และสามารถนำมาใช้ในการพยากรณ์เรื่องของดิน ฟ้า อากาศ ได้อย่างไร สักครู่หนึ่งกลับมาครับ ช่วงที่ 2

    พิธีกร : กลับสู่ช่วงที่ 2 ของรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนกับผมธีรัตถ์ รัตนเสวี เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปลายปี 2554 รัฐบาลมีความต้องการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับน้ำไว้เป็นระบบใหญ่ด้วยกัน และล่าสุดนั้นมีการจัดตั้งเป็นคลังข้อมูลน้ำและภูมิอากาศแห่งชาติขึ้นมา ซึ่งสามารถจะนำไปใช้ทั้งในแง่ของการพยากรณ์ วางแผนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ได้ทั้งเรื่องของน้ำแล้งและน้ำท่วมได้ด้วย คลังข้อมูลนี้มีความสำคัญ เรามาสอบถามจาก ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร รวมถึงคุณเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน สวัสดีครับ

    ดร.รอยลฯ : สวัสดีครับ

    นายเลิศวิโรจน์ฯ : สวัสดีครับ

    พิธีกร : เรียนถาม ดร.รอยลฯ ก่อนครับว่าคลังข้อมูลนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง

    ดร.รอยลฯ : จะต้องย้อนกลับไปในปี 2554 จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น ฝนตกมากกว่าปกติตั้ง 40% เพราะฉะนั้น การที่จะรับมือสภาพเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้นั้น เราต้องทราบข้อมูลน้ำตั้งแต่พายุจะเข้า ฝนจะมา ตกเป็นฝนแล้วไหลอย่างไร บ่าลงในคลอง ลงในแม่น้ำ ผ่านเมืองเป็นอย่างไร ทะเลเป็นอย่างไร ถ้าจะให้รู้ตั้งแต่ฟ้า เขา ถึงทะเล จำเป็นจะต้องนำเอาข้อมูลของหน่วยราชการต่าง ๆ มารวมกันนั้นคือจุดเริ่มต้นเลย แต่ก่อนที่จะมาถึงวันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระราชดำริให้ทางหน่วยงานที่มีผมเริ่มดำเนินการไว้ตั้งแต่ปี 2541 ตอนนั้นเราพยายามเชื่อมเพราะว่าเราทำได้ระดับหนึ่ง

    พิธีกร : พอข้อมูลตรงนี้เมื่อมีการเชื่อมกันแต่ว่าล่าสุดมี 12 หน่วยงานด้วยกัน

    ดร.รอยลฯ : ใช่ครับ

    พิธีกร : ข้อมูลตรงนี้จะรวมไว้เป็นอย่างไร และส่งไปที่ไหนใครสามารถนำไปใช้ได้บ้าง

    ดร.รอยลฯ : ผมขอขยายเล็กน้อยว่า 12 หน่วยงานนั้น ข้อมูลที่เรามารวมกันมี 105 รายการ จะเห็นได้ว่าข้อมูลราชการมีมากมาย และเราได้ทำเสริมเพิ่มขึ้นไปอีก การใช้แน่นอนก็แบ่งง่าย ๆ เป็น 2-3 ส่วน อันที่ 1 ประมวลผล พอประมวลเสร็จแจ้งไปที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ส่วนศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติจะนำไปวิเคราะห์เพิ่มเติมเรื่องการเตือน เรื่องฝน เรื่องน้ำหลาก ดินถล่มก็ใช้ข้อมูลน้ำอย่างในบางพื้นที่เขารู้เลยว่า ถ้าฝนตกวันนี้ 120 มิลลิเมตร เตรียมได้เลย ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งก็ส่งเข้าไปที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยซึ่งเขาก็จะทำการประสานไปที่จังหวัดต่าง ๆ ได้ และที่สำคัญที่สุดคือ สำเนาข้อมูลกลับไปที่กรมชลประทานที่จะเป็นหน่วยปฏิบัติ อันนี้สำคัญมาก

    พิธีกร : ซึ่งพอทางกรมชลประทานท่านอธิบดีครับได้ข้อมูลไปแล้ว มีข้อมูลที่เรียกว่า Real time จากทุกหน่วยงานแบบนี้จะมีประโยชน์อะไรบ้างต่อทางกรมที่จะบริหารจัดการเรื่องน้ำ

    นายเลิศวิโรจน์ฯ : ในส่วนของกรมชลประทานคงเป็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องน้ำเพื่อการเกษตรอันนี้สามารถใช้ได้เลย ถ้ามีปัญหาวิกฤตเกิดอุทกภัยก็จะดูในเรื่องของการบริหารจัดการเขื่อนต่าง ๆ ประตูระบายน้ำต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ในการตัดใจในการเปิดเขื่อนหรือไม่เปิดอย่างไร

    พิธีกร : คือเรารู้ทันข้อมูลในแง่เรื่องของน้ำเป็นอย่างไร สถานการณ์ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำอย่างเดียวแต่ว่าฝนมีทุกอย่างด้วย ซึ่งรู้มูล Real time หรือ update มากน้อยแค่ไหนครับท่านรอยลฯ

    ดร.รอยลฯ : บางรายการข้อมูล update ทุก 15 นาที ทุกชั่วโมงก็มี ทุกวันก็มีแล้ว แต่อย่างข้อมูลระดับน้ำในลำน้ำเราต้องการทุกชั่วโมง อย่างข้อมูลบางอัน ฝนพอเริ่มตกระดับจะปรับตัวเองถ้าฝนไม่ตกจะส่งข้อมูลทุกชั่วโมง พอฝนตกจะปรับตัวเองส่งข้อมูลทุก 15 นาที

    พิธีกร : ข้อมูลเหล่านี้องค์กรไหน หรือหน่วยงานไหนที่จะนำไปใช้ได้บ้าง

    ดร.รอยลฯ : ใช้ร่วมกันครับ ตอนนี้ที่ชัดเจนเลยทางกระทรวงมหาดไทย ทางพื้นที่อบต. ทางกรมชลประทาน ทางศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และรวมทั้งจังหวัด อย่างเกษตรกรไม่ใช่แค่วางแผนเพาะปลูกตอนเก็บเกี่ยวถ้าข้าวกำลังจะสุก ฝนตกอย่างจังหวัดพัทลุง ถ้าเขารู้ก่อนเขาเกี่ยวข้าวอย่างน้อย ๆ ก็ยังได้อะไรขายบ้าง

    พิธีกร : ข้าวก็ไม่เสียหาย ไม่ชื้น ความชื้นก็ลดน้อยลงไป แสดงว่าต่อจากนี้ไปข้อมูลที่ทุกคนใช้ในประเทศที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ เกี่ยวกับน้ำจะเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ทุกคนจะมองไปข้างหน้าและพยากรณ์ได้ในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่ว่าถ้าเราย้อนกลับไปใน 2554 ต้องยอมรับว่าข้อมูลระหว่างนั้นมีหลายชุดมากและอาจจะไม่มีการเชื่อมต่อถึงกัน

    ดร.รอยลฯ : คำว่าบูรณาการ ผมว่าที่เป็นหัวใจของคำว่า บูรณาการ คือ ทำให้เกิดการจัดการเดียว แบบทิศทางเดียวกันหมด แต่การจัดการที่จะเป็นทิศทางเดียวกันได้เห็นเหมือนกันหมด เข้าใจว่าจะทำอย่างไร ต้องมาจากข้อมูล ถ้าเรารวมข้อมูลสำเร็จการจัดการก็จะเกิด การจัดการที่ดีจะเกิดขึ้นทันที

    พิธีกร : อย่างเช่นการบริหารปริมาณน้ำในเขื่อนครับอธิบดี ถ้ามีข้อมูลแบบนี้จะสามารถที่จะบริหารจัดการปริมาณน้ำได้เป็นอย่างไรบ้าง

    นายเลิศวิโรจน์ฯ : ดีขึ้นมากครับ จริง ๆ แล้วในทางปฏิบัติ ในอดีตของเราเอง เราก็มีข้อมูลในเรื่องนี้อยู่ อย่างกรมชลประทานเราก็มีเรื่องของระบบโทรมาตร ซึ่งสามารถที่จะดูในการบริหารจัดการว่าฝนที่ตกลงมาจะเป็นปริมาณน้ำเท่าไหร่ มาถึงจุดไหน จากระบบที่เรามีอยู่ไม่เป็นเอกภาพเท่าที่ควร เพราะการบริหารจัดการในอดีตที่เราจะได้เครื่องมานั้น เราจัดซื้อจัดหาเป็นรายปี ในแต่ละปีเราอาจจะได้ยี่ห้อหนึ่ง อีกปีอาจจะได้ยี่ห้อหนึ่ง ถ้าไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเราก็ยังต้องบริหารจัดการจากข้อมูลที่เป็นคนละระบบซึ่งช้าด้วย วันนี้ในเบื้องต้นในระยะเร่งด่วน กรมชลประทานมีระบบโทรมาตรทั้งหมด 23 ลุ่มน้ำแล้ว แต่ละลุ่มน้ำใช้คนละเทคโนโลยี ใช้คนละยี่ห้อ

    พิธีกร : ข้อมูลที่ได้อาจจะเป็นคนละชุดกัน คนละแบบกัน

    นายเลิศวิโรจน์ฯ : เริ่มต้นเรารวม 10 ลุ่มน้ำที่เป็นระบบของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้เป็นระบบรวม อันนี้เกิดจากที่มีเรื่องนี้เข้ามา และวันนี้เราได้เชื่อมข้อมูลเรียบร้อยแล้วและในอนาคตจะทำในภาคอีสาน

    พิธีกร : แสดงว่าตอนนี้ชุดข้อมูลที่เราเริ่มต้นทำเป็นข้อมูลในลุ่มน้ำไหนก่อนครับ

    ดร.รอยลฯ : แม่น้ำปิง วง ยม น่าน และเจ้าพระยา ย้อนกลับไปที่ท่านอธิบดีพูดถึงปีที่แล้ว ตอนพายุแกมีจะเข้า จะเห็นได้ว่าเราได้เร่งระบายน้ำเขื่อนคลองสียัดทัน ถ้าไม่ทันยิ่งไปกันใหญ่เลย ผมขอยกตัวอย่างที่เห็นจริง ๆ ที่ท่านอธิบดีกรมชลประทานช่วยคือ ตอนที่พนังกั้นน้ำสุโขทัยรั่ว น้ำบ่าเข้ามา กรมชลประทานต้องอาศัยข้อมูลว่าถ้าจะระบายออกน่าน เราก็จะต้องไม่ปล่อยน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ถามว่าถ้าเราไม่ปล่อยน้ำเขื่อนสิริกิติ์เราก็ต้องดูอีกว่า แล้วฝนจะเข้าเขื่อนสิริกิติ์มากอีกหรือไม่ ถ้าเราไม่ปล่อยอาจจะเกิดเหมือนกรณีปี 2554 เพราะฉะนั้นพอเรามีข้อมูลเราก็สบายใจปิดเขื่อนสิริกิติ์เลย ชัดเจนและแก้ปัญหาได้เสร็จภายในไม่กี่วัน

    พิธีกร : จะทำให้เห็นว่าการที่มีข้อมูลที่ดีก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่ในส่วนของประชาชน ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง

    ดร.รอยลฯ : เรียนให้ทราบว่าอาจจะดูผ่าน Media box ที่เราไปปรับปรุงแก้ไขกล่องที่ใช้ดู IPTV สามารถเข้ามาดูข้อมูลของเราได้ อันที่ 3 คือข้อมูลจาก App store ที่กำลังจะขึ้นเร็ว ๆ นี้ ข้อมูลบน Mobile Application ทั้งหลาย

    พิธีกร : Media box น่าสนใจ เมื่อสักครู่ผมได้ไปเดินดูว่าการที่แต่ละ อบต. แต่ละชุมชนได้มีกล่องตัวนี้เพียงแค่กล่องเดียว ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่ถูกสังเคราะห์มาให้ประชาชนแค่บอกว่าเปิดทีวีเป็น ก็ได้รู้สถานการณ์และสิ่งต่าง ๆ มี IPTV มีอินเตอร์เน็ตต่อเชื่อมดูทีวีได้เลย ก็รู้เลยว่าสถานการณ์น้ำที่เกี่ยวข้องกับตัวเองนั้นเป็นอย่างไร เพราะบางคนบางครั้งเรารู้สึกเรามีเว็บไซต์จะมีข้อมูลน้ำ แต่เราจะวิเคราะห์ส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเองไม่ได้ ที่นี้จะมีคำเตือนอย่างชัดเจนเลย

    ดร.รอยลฯ : คำเตือนต้องทำโดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ อันนี้จะต้องประสานกับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติและได้ในส่วนของคำเตือนที่ชัดเจนลงไปในนี้

    พิธีกร : ขณะเดียวกัน ผมได้เห็นมีรถ Mobile ขนาดใหญ่ จะนำมาใช้อะไรบ้าง

    ดร.รอยลฯ : ของสำนักงานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ท่านอาจารย์อานนท์ รถคันนี้จะมีอุปกรณ์พร้อมในการที่เชื่อมข้อมูลน้ำลงไปใช้งานในรถ ถ้าเกิดน้ำท่วมสุโขทัยเหมือนปีที่ผ่านมาก็ใช้รถคันนี้วิ่งขึ้นไปเห็นข้อมูลหมดเลย ตัดสินใจได้เลยว่าจะเอาเข้าประตูไหน เอาออกประตูไหน อันไหนเดือดร้อนน้อยที่สุด อันไหนไปเร็วที่สุด

    พิธีกร : เหมือนกับเป็นหน่วยงาน command center สามารถที่จะเคลื่อนไปได้ในพื้นที่ ฟังดูแล้วเท่ากับว่าจากนี้ไปเรามีข้อมูลแบบนี้แล้วจะทำให้การตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารมีความรอบด้านมากขึ้น

    ดร.รอยลฯ : มากกว่านั้นครับ เมื่อสักครู่ทางกรมชลประทานโชว์วิธีการปิดเปิดประตูน้ำอัตโนมัติ ไม่ใช่แค่ตัดสินใจแต่ถึงเวลาช่วยในการปฏิบัติงาน

    พิธีกร : เมื่อสักครู่ได้ดูในเรื่องของ Auto Gate (ประตูอัตโนมัติ) เป็นระบบที่สามารถสั่งงานได้ทางไกลด้วย ช่วยอย่างไรบ้างตรงนี้

    นายเลิศวิโรจน์ฯ : วันนี้ต้องยอมรับว่าระบบราชการคนน้อยลง จริง ๆ เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ กรมชลประทานสั่งสมกันมาตลอด 100 กว่าปี ทุกวันนี้ต้องมีมากขึ้นตลอด ถ้ายังใช้ระบบใช้คนอยู่ก็คงไม่ทันการ และบางครั้งเมื่อเกิดวิกฤติต้องเปิดที่ละหลาย ๆ บาน ไม่รู้จะระดมจากไหน อย่างไร สิ่งเหล่านี้จะเป็นเครื่องมือในการช่วยได้เป็นอย่างดี

    พิธีกร : แสดงว่าที่กรมชลประทานจะมีระบบการตรวจสอบ สามารถที่จะดูได้ว่าแต่ละประตูน้ำนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าเราจำได้ว่าเมื่อในสมัยก่อนเมื่อปี 2554 เราได้ยินว่าประตูน้ำนั้นเป็นอย่างนี้ ประตูน้ำนี้เป็นอย่างนั้น ตรงนี้เองก็มีระบบตรวจสอบและสามารถที่จะเปิดปิดได้ตามความเหมาะสมโดยเอาข้อมูลหลักตรงกลางมาใช้ในการตัดสินใจก็เป็นการป้องกันได้ด้วย

    ดร.รอยลฯ : ผมขอเสริมท่านอธิบดีฯ อีกเล็กน้อย ยกตัวอย่างง่าย ๆ จากคลอง 1-16 ที่เป็นหัวใจในการบริหารน้ำในทุ่งรังสิตนั้น ประตูน้ำ 30-40 ประตู ถ้าเราบรรจุข้าราชการเพิ่มประตูละ 3 คน

    พิธีกร : แสดงว่านี่คือเป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศ ระบบออโตเมติกที่จะถูกนำมาใช้ในการบริหารน้ำอย่างมีความคล่องตัวมากขึ้น

    นายเลิศวิโรจน์ฯ : ผมว่าเป็นยุคที่ต้องใช้เทคโนโลยีแล้ว มีเทคโนโลยีอะไรก็ต้องนำมาใช้

    พิธีกร : อย่างเช่นในปีนี้ หลายคนเริ่มเป็นห่วงเรื่องภัยแล้ง ที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็เป็นห่วงเช่นกัน ทางกรมชลประทานได้มีการนำข้อมูลจากคลังข้อมูลตรงนี้ไปใช้พิจารณาด้วยหรือไม่ว่าจะบริหารจัดการเรื่องของน้ำในช่วงของภัยแล้งอย่างไร

    นายเลิศวิโรจน์ฯ : เราดูปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา และดูปริมาณที่อยู่ในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นตัวที่บอกว่าน่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อสิ้นฤดูฝนเช่น ปกติแล้วในระบบชลประทานเราจะมีแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนคือ อ่างเก็บน้ำต่าง ๆ โดยปกติแล้วอ่างเก็บน้ำพวกนี้เราออกแบบไว้ให้รับและบริหารจัดการให้เมื่อสิ้นฤดูฝนมีน้ำอยู่ค่อนข้างจะเกือบเต็มเพื่อที่จะใช้ในฤดูแล้งได้ แต่ในปีนี้ มีตัวบ่งชี้อยู่หลายตัวคือ ในบางพื้นที่เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนหลายอ่างที่น้ำไม่เป็นตามที่คาด เราก็เห็นข้อมูลอยู่ แม้กระทั่งในพื้นที่ชลประทานเราก็มีปัญหาเรื่องน้ำแล้ว แต่พื้นที่ชลประทานของประเทศไทยเรามีเพียง 22% เท่านั้นเองประมาณ 28 ล้านไร่ ในส่วน 78% ที่เหลือนั้นที่ใช้น้ำธรรมชาติ เรื่องแรกคือ ไม่มีความมั่นคงในฤดูแล้ง แม้กระทั่งในพื้นที่ชลประทานภาคอย่างอีสานยังมีปัญหา เพราะฉะนั้นในลำน้ำธรรมชาติคงต้องมีปัญหาหนักกว่า ก็เป็นเรื่องของการพิจารณาข้อมูลว่าเราพอจะคาดการณ์อะไรได้

    พิธีกร : ซึ่งตรงนี้พอมีข้อมูลแบบนี้จะมองไปถึงอนาคตด้วยไหมว่า ถ้าจำเป็นต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศเพื่อบริหารจัดการน้ำ ถ้ามีข้อมูลแบบนี้เข้ามาจะช่วยในการตัดสินใจได้ดีมากขึ้นด้วย

    ดร.รอยลฯ : ก่อนจะถึงจุดนั้น อธิบดีฯ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดเราพอจะยืนยันได้ใช่หรือไม่ว่าน้ำอุปโภคบริโภคในภาคอีสานพอแน่

    นายเลิศวิโรจน์ฯ : ในส่วนของพื้นที่ชลประทานที่แหล่งน้ำต้นทุนมีพอเพียงเพราะว่า สิ่งหนึ่งที่เราทำกันอยู่คือเมื่อสิ้นฤดูฝน น้ำในอ่างที่มีอยู่เรามีคณะกรรมการ ในแต่ละพื้นที่เช่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ซึ่งมีปัญหาอยู่ ปกติจะเต็มทุกปี ปีนี้มีแค่ 30% จะมีคณะกรรมการซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานและมีบุคคลที่เกี่ยวข้องในการใช้น้ำมาเป็นคณะกรรมการร่วม ถ้าพิจารณาว่าน้ำมีอยู่เท่านี้เราจะจัดสรรน้ำกันอย่างไร อันนี้เป็นทุกอ่างไม่ใช่แค่เขื่อนลำปาว โดยมีหลักเกณฑ์ว่าภารกิจแรกที่ต้องให้คือเรื่องอุปโภคบริโภค ที่เหลือเป็นเรื่องของการรักษาระบบนิเวศและถึงจะมาเป็นเกษตร เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ อ่างจะถูกกำหนดว่าให้เกษตรได้เท่าไหร่หรือไม่ให้เลย แต่สิ่งสำคัญคืออุปโภคบริโภคต้องได้ 100%

    พิธีกร : คือประชาชนไม่ต้องห่วงเรื่องของน้ำกินน้ำใช้ในพื้นที่ชลประทาน

    นายเลิศวิโรจน์ฯ : ในพื้นที่นอกเขตก็เป็นปัญหาอยู่ ในลำน้ำธรรมชาติไม่มีใครควบคุมหรือบริหารจัดการ ซึ่งเป็นพื้นที่ในส่วนที่เหลือที่เป็นส่วนมากด้วยซ้ำไปคือ 78% ของพื้นที่ ฉะนั้นประชาชนต้องรู้ ต้องให้ความร่วมมือ อย่างเช่น การใช้น้ำ น้ำเพื่อการเกษตรถือว่าใช้มากในการที่จะรักษาอย่างเช่น การทำนาปรัง ต้องใช้เวลา 3-4 เดือน เพราะฉะนั้นมันต้องใช้น้ำตลอดเวลา 3-4 เดือน การดึงน้ำไปใช้ภารกิจอื่นที่จะต้องใช้น้ำก็จะถูกกระทบไปด้วย

    ดร.รอยลฯ : 1 ไร่ ใช้น้ำ 1,000 ตัน ต่อการทำนาปรัง ภาคอีสานซ้ำร้ายก็คือพื้นที่ชลประทานมีแค่ร้อยละ 6-7

    พิธีกร : เพราะฉะนั้นประชาชนถ้ามีคลังข้อมูลแบบนี้ ก็รู้ได้เหมือนกันว่าในพื้นที่ตนเอง น้ำในอนาคตจะเป็นอย่างไรด้วย คือสามารถจะประเมินได้ เตรียมการได้ ไม่ใช่แค่ว่าเตรียมการแค่น้ำแต่ผมพูดถึงว่าเตรียมการเช่นกันว่าน้ำจะแล้งหรือไม่ เราควรจะเก็บน้ำไว้เพื่อกินเพื่อใช้ก่อนหรือไม่ และอาจจะยาวไปถึงการวางแผนการทำการเกษตรในอนาคตของประชาชนเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้ ต้องยอมรับว่าบางครั้งเกษตรกรไม่รู้ว่าน้ำที่จะมาถึงพื้นที่ของตนเองว่าเป็นอย่างไร แต่หลังจากนี้เริ่มเรียนรู้ระบบแล้ว เราก็จะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมกับน้ำที่จะมีในแต่ละช่วงเวลาได้ด้วย ซึ่งตอนนี้การขยายการพยากรณ์ทั้งประเทศจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่เพราะตอนนี้เรามีแค่ ปิง วัง ยม น่าน

    ดร.รอยลฯ : ในแง่ของคนที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่มีคำว่า สมบูรณ์ แต่เราคาดว่าในปีนี้จะขยายเรื่องที่จะร่วมกับอุตุนิยมวิทยา แทนที่จะพยากรณ์อากาศอย่างเดียว เราจะต้องทำงานร่วมกับแบบจำลองทะเล ซึ่งจะทำให้การพยากรณ์แม่นขึ้น

    พิธีกร : แสดงว่าเราก็สามารถที่จะรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งในอ่าวไทย หรืออันดามันต่าง ๆ เหล่านั้นว่า ความชื้นเป็นอย่างไร

    ดร.รอยลฯ : เพราะเราล้อมรอบด้วยทะเล ทะเลเปลี่ยนเรารู้แล้ว ฝนเราจะเปลี่ยนอย่างไร

    พิธีกร : ซึ่งตรงนี้ก็จะสามารถทำให้การพยากรณ์แม่นยำมากขึ้น ดังนั้นจะว่าคลังข้อมูลน้ำไม่ใช่หยุดเพียงแค่ 12 หน่วยงานที่ร่วมกันเท่านั้น

    ดร.รอยลฯ : เราต้องวิจัยต่อ พัฒนาต่อ

    พิธีกร : ที่เราทำครั้งนี้ 12 หน่วยงานมีการร่วมมือจากต่างประเทศในการส่งข้อมูลให้เราด้วยหรือไม่

    ดร.รอยลฯ : มีครับ เราใช้ข้อมูลของสหรัฐคือจากหน่วยงานทางด้านอากาศของเขาคือโนอา และเราจะมีการใช้ข้อมูลนาซ่า บางส่วนที่ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และส่วนของยุโรป เราใช้ข้อมูลของทางด้าน EU ส่วนของแปซิฟิกบางส่วนเราก็ใช้ข้อมูลที่ทางญี่ปุ่นเชื่อม Process ให้ จำเป็นครับเพราะว่าถ้าเราไม่เห็นภาพทั้งภูมิภาค เราจะไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

    พิธีกร : และข้อมูลเหล่านี้จะถูกแชร์หรือถูกไปประสานงานกับข้อมูลอื่นๆ

    ดร.รอยลฯ : เปิดเลยอยู่บนอินเตอร์เน็ตใน www.thaiwater.net ในกรณีระดับน้ำทะเลขึ้นสูงเท่าไหร่ อะไรเท่าไหร่ดูได้หมด

    พิธีกร : ประชาชนต้องใช้ความรู้มากน้อยเพียงใดในการเข้าไปอ่านข้อมูลเหล่านั้น

    ดร.รอยลฯ : ใช้ความตั้งใจ ถ้าตั้งใจจะเป็นรูปภาพหมดเลยครับดูได้

    พิธีกร : ถ้าผมเป็นคนธรรมดาสักคนหนึ่ง ท่านรอยลฯ จะแนะนำว่าผมควรเข้าไปในเว็บไซต์นี้บ่อยแค่ไหนครับ

    ดร.รอยลฯ : วันละครั้ง ตอนเช้า ตอนท่านอารมณ์ดี ๆ กำลังนั่งดื่มกาแฟ

    พิธีกร : ซึ่งทางกรมชลประทานจะมีข้อมูลตรงนี้เข้าไปอยู่แล้วใช่ไหมครับ และสามารถที่จะใช้ในการที่จะบริหารจัดการทุกอย่างได้อย่างทันที

    ดร.รอยลฯ : ข้อมูลหลัก ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากกรมชลประทานครับ

    พิธีกร : และมีข้อมูลส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกลับไปด้วย

    นายเลิศวิโรจน์ฯ : คือเราใช้ข้อมูลในการบริหารจัดการเราทุกวันนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในช่วงที่เกิดวิกฤติภัยที่เป็นภัยใหญ่ ภัยระดับชาติ ต้องดูว่าข้อมูลตรงนี้ต้องให้มาเสริมกัน

    พิธีกร : ท้ายที่สุดแล้วเมื่อมีข้อมูลอย่างรอบด้าน รวดเร็ว และทันสถานการณ์มากขึ้น การตัดสินใจทุกอย่างก็จะดีที่สุด

    ดร.รอยลฯ : ข้อมูลรอบด้านเสร็จ การทำงานร่วมกันดีขึ้น และการตัดสินใจตามมา

    พิธีกร : ช่วงนี้ต้องขอขอบพระคุณ ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร รวมถึงคุณเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน คุณผู้ชมรับทราบแล้วว่ารัฐบาลมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งในการที่จะผลักดันให้เกิดการบูรณาการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับน้ำเป็นคลังข้อมูลน้ำ และภูมิอากาศแห่งชาติขึ้นมาที่ทุกหน่วยงานจะนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับน้ำ นอกจากนี้ประชาชนทั่วไปสามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบข้อมูลน้ำได้ตลอดเวลา ผ่านทั้งบนเว็บไซต์ บน Mobile Application รวมถึง Media box ที่จะมีการแจกจ่ายไปยังทุกชุมชนทั่วประเทศด้วย ทั้งหมดคือรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชนครับ ผมธีรัตถ์ รัตนเสวี สวัสดีครับ
รายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2556 รายการ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน" วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2556 Reviewed by Sopheap Chhin on 12:31:00 AM Rating: 5

No comments:

udoo-24. Powered by Blogger.